นิยายเรื่องนี้ เหมาะกับช่วงนี้ของประเทศไทยมาก
อะไรๆ ก็อ้างทำไม่ได้ เพราะมีกฏหมาย แต่ถ้ามีอิทธิพลหรือเงินจ่าย ก็หาช่องโหว่กฏหมายทำได้
…..บนตู้โดยสารของรถไฟขบวนหนึ่ง
พนักงานตรวจตั๋วสาวสวย กำลังคุยกับผู้โดยสารชายสูงอายุคนหนึ่ง
“ตรวจตั๋วค่า” ชายชราล้วงกระเป๋าควาน หาตั๋วอยู่ครู่ใหญ่ พบแล้วจึงส่งให้พนักงานสาว เธอรับตั๋วดู แล้วหรี่ตามองหน้าผู้เฒ่า
“นี่มันตั๋วเด็กนะลุง”
ผู้เฒ่ามีสีหน้าแดงขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วพูดออกไปด้วยเสียงแผ่วเบา
“ผมเห็นว่าตั๋วเด็กกับตั๋วคนพิการ ราคาเดียวกัน เลยซื้อเป็นตั๋วเด็กครับ”
พนักงานสาวมองผู้เฒ่าหัวจรดเท้าแล้ว ถามว่า
“ลุงเป็นคนพิการหรือ? ” ผู้เฒ่าตอบว่า “ครับ”….
พนักงานสาว “ลุงช่วยเอาบัตรคนพิการ”ให้หนูดูหน่อย ซิคะ ผู้เฒ่าเริ่มกระวนกระวายขึ้นมาแล้ว ผม…ผม…ผมไม่มีครับ ผมเลยขอซื้อเป็นตั๋วเด็กครับ …..
พนักงานสาว “ถ้าลุงไม่มีบัตรคนพิการ แล้วหนูจะรู้ได้ไงว่าลุงเป็นคนพิการล่ะ”
ผู้เฒ่าก้มลงดึงขากางเกงขึ้นมา ถอดรองเท้าออก มันเป็นฝ่าเท้าที่มีแค่ครึ่งเดียว…. เธอหรี่ตาดูฝ่าเท้าที่เหลือเพียงครึ่งเดียว แล้วพูดว่า
“ถึงยังไง ลุงก็ต้องแสดงบัตรคนพิการให้หนูดูก่อน” ผู้เฒ่าขมวดคิ้วด้วยสีหน้าที่ยุ่งยากใจ …
“ผมทำงานในโรงงาน เอกชน”
พอเกิดเรื่องขึ้น เถ้าแก่ก็หนีหายไป ผมไม่มีเงินเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาล ก็เลยไม่มีสิทธิทำบัตรคนพิ การครับ …
ขณะนั้น เป็นเวลาที่หัวหน้าผู้จัดการขบวนรถไฟ เดินผ่านมาพอดี พอถามต้นสายปลายเหตุแล้ว ได้พูดเสียงเข้ม ว่า
“ผมต้องการดูแค่บัตรคนพิการ ไม่ดูที่คน ต้องมีบัตรคนพิการถึงเรียกว่าคนพิการ และใช้สิทธิคนพิการได้ ตอนนี้ คุณต้องซื้อตั๋วเพิ่มให้เป็นตั๋วผู้ใหญ่”….
ผู้เฒ่า ถึงกับร้องไห้ออกมาแล้วพูดอ้อนวอนว่า
“หลังจากฝ่าเท้าผมถูกเครื่องจักรตัดขาดไปแล้ว ผมก็ไม่สามารถทำงานต่อไปได้อีกพอไม่มีเงิน แม้ค่ารถกลับ บ้านก็จนปัญญา ตั๋วเด็กใบนี้ ก็ล้วนเป็นเงินที่เพื่อนๆที่ทำงาน ช่วยกันเรี่ยไรให้มา ขอวิงวอน ท่านทั้ง 2 กรุณา ให้ผมใช้ตั๋วนี้โดยสารกลับบ้านเถอะนะครับ ? “
ผู้จัดการรถไฟ ยืนยันเสียงแข็งว่า “คุณต้องจ่ายเพิ่ม เพราะนี่เป็นระเบียบของการรถไฟ ยังไงผมก็ต้องทำตา มระเบียบ ถ้าไม่จ่ายค่าตั๋วเพิ่ม สถานีหน้าเชิญคุณเตรียมลงจากรถได้” ….
ขณะนั้น ตั่วเจ็ก(ชายวัยกลางคน) ที่นั่งอยู่ตรงข้ามผู้เฒ่าได้เอ่ยปากขึ้นมาด้วยเสียงเย็นชาว่า “คุณเป็นผู้ชายหรือเปล่า” ผู้จัดการรถไฟขมวดคิ้วย่นเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ ตอบเสียงห้วนๆไปว่า
“ถูกต้อง ผมเป็นผู้ชายครับ คุณมีปัญหาอะไรหรือ”
ตั่วเจ็ก “ยังงั้นก็ช่วยเอาหนังสือรับรอง ยืนยันว่าคุณเป็นผู้ชายออกมาให้ทุกคนดูหน่อยซิ”
คำพูดของตั่วเจ็กทำให้ ผู้โดยสารทุกคนถึงกับหัวเราะก๊ากออกมาอย่างขบขัน ผู้จัดการขบวนรถไฟโกรธจนหน้าเขียว
“ผมเป็นผู้ชายทั้ง แท่ง ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว ทำไมต้องใช้ใบรับรองด้วย”
ตั่วเจ็กส่ายหัวแล้วพูดว่า “ผมก็เหมือนคุณนั่นแหละ อยากดูใบรับรอง ไม่อยากดูคน มีใบรับรองถึงเป็นผู้ชาย หากไม่มีก็ไม่ใช่ผู้ชาย”
พนักงานตรวจตั๋วสาวรีบเถียงแทนผู้จัดการรถไฟ เธอพูดอย่างมั่นใจว่า
“หนูไม่ใช่ผู้ชาย” มีปัญหามาเคลียกับหนู ได้เลย !
ตั่วเจ็กชี้ที่หน้านางแล้วพูดเสียงเย็นชาว่า
“เธอไม่ใช่คน” ! พนักงานสาวโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง “แก แกพูดอะไรให้เกียรติกันบ้าง ถ้าหนูไม่ใช่คน แล้วหนู เป็นอะไร”
ตั่วเจ็กหัวเราะอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “เธอเป็นคนหรือ ไหน ขอดูใบรับรองความเป็นคนของเธอหน่อย”
ผู้ โดยสารต่างหัวเราะเสียงดังออกมาอีกครั้ง พนักงานสาวอับอายจนหน้าแดงกล่ำ รีบฉุดมือผู้จัดการเดินหายอ อกไปจากตู้นี้ทันที
ตั่วเจ็ก นั่งลงแล้วเริ่มพูดคุยกับผู้เฒ่า ด้วยความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของผู้เฒ่า ก่อนลงรถ ตั่วเจ็กยังให้ เงินผู้เฒ่าไปอีก1,000 หยวน…ผู้เฒ่าปฏิเสธ …แต่สุดท้ายก็รับใว้ และกล่าวขอบคุณ ตั่วเจ็ก พร้อมๆกับคำอวย พรตั่วเจ็กและน้ำตาที่ไหลออกมานองหน้า …
“มนุษย์” ต่างกับสัตว์ทุกชนิดตรงที่
“มนุษย์มีความเมตตากรุณาอยู่ในจิตใจ”
เมื่อ “มนุษย์เห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตกระกำลำบาก มนุษย์ที่เป็นมนุษย์จริงๆ ก็มักจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ อาจ จะช่วยได้เพียงคำพูดที่ปลอบประโลม หรืออาจจะด้วยปัจจัยเล็กๆน้อยๆเท่าที่พอจะช่วยได้….
มันเป็นความงดงามของสังคม และเป็นพื้นฐานของประเทศ ที่ใช้เป็นนโยบายพัฒนาชาติให้เจริญยิ่งๆขึ้นต่อไป
แปล และเรียบเรียงโดย เจงเอี่ยม แซ่อึ้ง
⻩黄振炎 7/7/2018
อ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ต่อสังคมคนไทย โปรดกรุณาแชร์
และส่งต่อเพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่เพื่อนมนุษย์
*** ภาพประกอบนี้ ไม่ใช่ภาพบันทึกเหตุการณ์
เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น เล่ากันในประเทศจีน